เที่ยว วัดโบสถ์ หลวงพ่อโตองค์ใหญ่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี

By | May 27, 2014
Share on Facebook45Pin on Pinterest0Share on Google+0Tweet about this on Twitter


เที่ยว วัดโบสถ์ หลวงพ่อโตองค์ใหญ่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี … ระหว่างทางที่ผมได้เดินทางไปวัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม ผมได้สังเกต เห็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ (หลวงพ่อพุทธโสธร) และสมเด็จพระพุฒาจารย์โตองค์ใหญ่ ดูแล้วสวยงามและยิ่งใหญ่มาก อยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ผมจึงตั้งใจที่จะเดินทางไปวัดแห่งนี้

จะมีป้ายบอกทางไปวัดชัดเจนครับ เนื่องจากวัดโบสถ์เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดปทุมธานี

วัดโบสถ์ เป็นวัดที่ได้รับความนิยามจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เนื่องจากมีรูปปั้นขนาดใหญ่ของสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ซึ่งมีขนาดความสูงถึง 28 เมตร และความสวยงามอลังการอีกหนึ่งก็คือ รูปปั้นขนาดใหญ่ของหลวงพ่อพุทธโสธร ซึ่งปัจจุบัน องค์พระได้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว

วัดโบสถ์ สร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2164 โดยชาวมอญที่อพยพมาจากเมืองหงสาวดี ซึ่งมีเสาหงส์สร้างไว้เป็นสัญลักษณ์ของเมืองหงสาวดีด้วย พื้นที่วัดมีขนาด 30 ไร่เศษ

สิ่งสำคัญในวัดคือ พระพุทธรูปหลวงพ่อเหลือ สาเหตุที่ได้ชื่อนี้ เนื่องมาจากในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปประดิษฐานจำนวน 12 องค์ ซึ่งพระพุทธรูปทั้งหมดได้ถูกขโมยแต่เนื่องจากองค์พระมีขนาดใหญ่ จึงได้ทำการตัดเพียงเศียรไป เหลือเพียงองค์เดียวที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก ชาวบ้านจึงพากันเลื่อมใสศรัทธาและถือว่าเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง จังหวัดปทุมธานีจนถึงทุกวันนี้

จุดเด่นของวัดโบสถ์และสถานที่สำคัญมีดังนี้
1.รูปปั้นขนาดใหญ่องค์สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
2. รูปปั้นขนาดใหญ่หลวงพ่อพุทธโสธร
3.พระพุทธรูปหลวงพ่อเหลือ
4. รูปปั้นท้าวจตุคามรามเทพ
5.วิหารหลวงปู่ทวด
6.รูปปั้นพระสีวลี
7. พิพิธภัณฑ์ วัดโบสถ์
8. แพให้อาหารปลา

ถนนก่อนถึงซุ้มประตูวัด

ถนนก่อนถึงซุ้มประตูวัด

ซุ้มประตูวัด

ซุ้มประตูวัด

บริเวณลานจอดรถ มองไปก็จะเห็นองค์พระองค์ใหญ่ทั้ง 2 องค์

บริเวณลานจอดรถ มองไปก็จะเห็นองค์พระองค์ใหญ่ทั้ง 2 องค์

ศาลาประดิษฐานองค์หลวงพ่อเหลือ

ศาลาประดิษฐานองค์หลวงพ่อเหลือ

จุดแรกผมจะพามากราบนมัสการหลวงพ่อเหลือกันก่อน ด้านในศาลามีธูปเที่ยนให้จุดบูชากันได้ครับ

ผู้คนที่มีจิตศรัทธา จะแวะเวียนมากราบไหว้บูชาหลวงพ่อเหลือ อย่างต่อเนื่อง

ผู้คนที่มีจิตศรัทธา จะแวะเวียนมากราบไหว้บูชาหลวงพ่อเหลือ อย่างต่อเนื่อง

ผู้มีจิตศรัทธา สามารถที่จะปิดทององค์หลวงพ่อเหลือได้

ผู้มีจิตศรัทธา สามารถที่จะปิดทององค์หลวงพ่อเหลือได้

ผมได้ทำการปิดทององค์หลวงพ่อเหลือ และสังเกตดูแล้ว จำนวนแผ่นทองที่ติดลงไปมีจำนวนมากจริงๆ ดูภายนอกแล้วมีความหนาของแผ่นทองมาก

หลวงพ่อเหลือ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของวัดโบสถ์ ซึ่งเป็นวัดที่มีประวัติอันยาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมมีชื่อว่า วัดสร้อยนางหงษ์ หลวงพ่อเหลือเป็นพระพุทธรูปที่ประดิษฐานชุกชีในพระอุโบสถ ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 12 องค์ แต่เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2507 ได้มีโจรเข้ามาขโมยตัดเศียรพระพุทธรูป เหลือแต่เพียงพระพุทธรูปองค์เดียวที่ไม่ถูกตัดเศียรไป ชาวบ้านจึงให้ความเลื่อมใสศรัทธาอย่างมาก ว่าเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ จึงขนานนามพระพุทธรูปนี้ว่า “หลวงพ่อเหลือ” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ความเชื่อและความศรัทธาเกี่ยวกับหลวงพ่อเหลือ

เชื่อกันว่าผู้ใดที่ได้กราบไหว้บูชาและปิดทององค์หลวงพ่อเหลือจะแคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง และมีเงินทองเหลือเก็บไม่ยากจน

ศาลาท้าวจตุคามรามเทพ

ศาลาท้าวจตุคามรามเทพ

ท้าวจตุคามรามเทพ

ท้าวจตุคามรามเทพ

หลังจากกราบนมัสการหลวงพ่อเหลือกันแล้ว ผมก็เดินมาที่ศาลารูปปั้นท้าวจตุคามรามเทพ

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ชาวไทยนิยมกราบไหว้บูชาองค์ท้าวจตุคามรามเทพกันทั้งประเทศ จนเป็นกระแสที่แรงมากๆ จนหลายๆวัดได้จัดทำพิธีพุทธาภิเษกจัดสร้างวัตถุมงคลท้าวจตุคามรามเทพกันอย่างมากมายทั่วประเทศไทย จนถึงขนาดที่ว่ากรมสรรพากรต้องเข้ามาจัดการในเรื่องภาษีกันเลยครับ

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) มีการประเมินมูลค่าเงินหมุนเวียนของจตุคามรามเทพมีมูลค่าสูงถึง 2.2 หมื่นล้านบาท ผลักดันจีดีพีของประเทศโตขึ้น 0.1-0.2 % ในภาวะเศรษฐกิจซบเซา และทำให้กรมสรรพากรพิจารณาการจัดเก็บภาษีจากการสร้างและเช่าบูชาจตุคามรามเทพด้วย

ประวัติอย่างย่อ เกี่ยวกับท้าวจตุคามรามเทพ

หลักฐานจากชาวพุทธลังกา ได้ถือกันว่าบนเกาะลังกามีเทวดาอารักษ์ ปกป้องและคุ้มครองอยู้ทั้งหมด 4 องค์ ซึ่งเทวดาทั้ง 4 องค์มีดังนี้

1. ขัตตุรามเทพ ทรงสรรพวุธมี 6 หน้า ซึ่งชาวสิงหลเรียกท่านว่า ขัตตุคาม และมีศาลใหญ่ของท่านอยู่ในบ้านป่า
2. รามเทพ คือพระนารายณ์ (พระวิษณุ) ปางรามาวตารถือคันธนูและลูกศร มีศาลใหญ่ของท่านอยู่ใต้สุดของเกาะ
3. สุมนเทพ ปางขี่ช้างเผือกถือกระบอง ศาลใหญ่ของท่านอยู่ที่ตีนเขาพระพุทธบาท
4. นาถเทพ คือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ที่ชาวพม่านับถือในนาม “โลกนาถ” และชาวจีนนับถือในนาม “กวนอิม” มีศาลอยู่ที่มเอง Kandy

ส่วนในประเทศไทยมีปรากฏหลักฐานเทวดาทั้ง 4 องค์อยู่ที่ พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ที่ยอดบันไดสู่ลานประทักษิณในวิหารพระม้า เทวรูปที่เรียกกันว่า “จตุคามรามเทพ” ที่จริงก็คือ พระโพธิสัตว์วโลกิเตศวร ปางนาถเทพ 2 พระองค์คือ พระขัตตุคามเทพและรามเทพ

คาถาบูชาท้าวจตุคามรามเทพ

ตั้งสมาธิให้จิตใจสงบจากนั้นท่อง ( นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมามัมพุทธัสสะ) 3 จบ แล้วให้กล่าวตามบทสวดดังต่อไปนี้

“จะตุคามรามะเทวัง โพธิสัตตัง มะหาคุณัง มะหิทธิกัง อะหัง ปูเชมิ สิทธิลาโภ นิรันตะรัง นะโมพุทธายะ”

ข้าพเจ้าขอบูชา ท้าวจตุคามรามเทพโพธิสัตว์ ผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ มีฤทธานุภาพไพศาล ขอความสำเร็จและลาภ จงมีแก่ข้าพเจ้า เป็นนิรันดร

ในบริเวณวัดจะมีศาลาไม้ให้นั่งพักผ่อน ดูสวยงามร่มรื่นมากครับ

ในบริเวณวัดจะมีศาลาไม้ให้นั่งพักผ่อน ดูสวยงามร่มรื่นมากครับ

พระสีวลี

พระสีวลีเถระ

ในศาลาถัดจากท้าวจตุคามรามเทพ ก็จะเป็นพระสีวลีเถระ ซึ่งพระพุทธองค์ได้ให้ท่านเป็นเอตทัคคะในด้านผู้มีลาภมาก

ประวัติอย่างย่อของพระสีวลีเถระ

พระสีวลีเถระ เป็นพระมหาเถระที่มีประวัติค่อนข้างพิศดารกว่าพระมหาเถระองค์อื่นๆ ท่านต้องอยู่ในครรภ์พระมารดาถึง 7 ปี 7 เดือน กับอีก 7 วัน พระมารดาคือพระนางสุปปวาสา ผู้เป็นราชบุตรีของเจ้าโกลิยะ

การที่ท่านได้อยู่ในครรภ์นานถึง 7 ปี เนื่องจากในอดีตที่ท่านเกิดเป็นพระราชโอรสของพระเจ้ากาสี ผู้ครองกรุงพาราณสี ต่อมาถูกกองทัพพระเจ้าโกสล กรีฑาทัพมายึดกรุงและปลงพระชนมพระเจ้ากาสี ต่อมาท่านจึงได้รวบรวมกำลังผู้คนเป็นกองทัพเข้าปิดล้อมประตูใหญ่ 4 ด้านไว้ 7 ปี ผู้คนในกรุงยากลำบาก อดน้ำ อดอาหาร จึงพร้อมกันจับพระราชา พระเจ้าโกศสตัดเศียรมามอบแก่พระกุมาร พระกุมารจึงได้เสวยราชสมบัติ จึงเป็นผลกรรมให้พระสีวลีเถระต้องหลงอยู่ในครรภ์นานถึง 7 ปี

ในอดีตชาติท่านได้เกิดเป็นกษัตริย์ครองนครหงสาวดี พระองค์ทรงปรารถนาในพระพุทธศาสนา อยู่ในตำแหน่งเอตทัคคะผู้มีลาภ ทรงนิมนต์พระชินสีห์ พร้อมทั้งพระสาวกถวายอภิวาทพระศาสดาและรับภาระจัดเลี้ยงพระภิกษุ 500 รูปได้ถวายทานทุกๆ 7 วัน ในสถานที่ต่างๆกัน เช่น ใต้ต้นไทร บนภูเขา ริมฝั่งแม่น้ำ ในป่า จนสำเร็จอันเป็นภาระยิ่งใหญ่ให้สำเร็จได้ ด้วยกุศลกรรมนอดีตและปัจจุบัน ที่ท่านได้ถวายพระมหาทานแล้ว ผลแห่งกุศลทำให้ท่านได้มาเป็นพระสีวลีเถระเป็นพระภิกษุผู้เป็นเลิศด้วยลาภ และเลิศด้วยยศทั้งหลายในพระศาสนา

 

ความเชื่อเกี่ยวกับพระสีวลีของคนไทย

เนื่องจากพระสีวลีเถระเป็นพระอรหันต์ที่ได้รับการเป็นเอตทัคคะผู้เลิศในทางผู้มีลาภมาก คนไทยเชื่อว่าผู้ใดได้บูชาพระสีวลีเถระแล้ว จะได้รับโชคลาภเงินทองไหลมาเทมา ซึ่งคนไทยก็เชื่ออีกว่าเคยมีผู้หนึ่งเคยได้รับมาแล้วในสมัยพุทธกาลก็คือ มีหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเกิดในตระกูลพ่อค้ามีนามว่า สุภาวดี นางได้เลื่อมใสศรัทธาพระพุทธศาสนา และนับถือพระสีวลีเถระเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อแม่นางได้ฟังธรรมจนลึกซึ้ง พระสีวลีก็ให้ศีลและให้พรว่า”จงเจริญรุ่งเรืองด้วยทรัพย์สิน เงินทองจากการค้าขาย เงินทองไหลมาเทมาสมความมุ่งมาดปรารถนาด้วยเถิด”

หลังจากที่นางสุภาวดีได้รับพรจากพระสีวลีเถระแล้ว ไม่ว่านางและผู้เป็นบิดามารดาจะไปค้าขายที่ใด ก็จะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า มีแต่กำไรหลั่งไหลเข้ามาทุกครั้งไป ซึ่งนางสุภาวดีนั้นได้เป็นที่รู้จักของคนไทยเป็นอย่างดี ซึ่งก็คือนางกวักนั่นเอง

ที่มา : th.wikipedia.org

สวนหย่อมบรเวณทางเดินของวัดจัดได้สวยงามร่มรื่นมากครับ

สวนหย่อมบรเวณทางเดินของวัดจัดได้สวยงามร่มรื่นมากครับ

หลังจากกราบนมัสการพระสีวลีเถระกันแล้ว ผมก็ได้เดินไปต่อ เพื่อกราบองค์สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) และองค์หลวงพ่อพุทธโสธร

ภายในศาลาเพื่อทำการจุดธูปเทียนสักการะบูชา

ภายในศาลาเพื่อทำการจุดธูปเทียนสักการะบูชา

ประวัติอย่างย่อของสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม นามเดิม โต ได้บรรพชาเป็นสามเณรในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แล้วได้ศึกษาพระปริยัติธรรม อยู่ ณ สำนักวัดระฆังโฆสิตาราม ท่านเป็นสามเณรที่เทศน์ได้เราะ จนเมื่ออายุครบอุปสมบท รัชกาลที่ 1 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อุปสมบทเป็นนาคหลวงที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เนื่องจากท่านมีความรู้แตกฉานในพระธรรมวินัยอย่างมาก คนทั่วไปจึงเรียกท่านว่า “มหาโต” ทั้งๆที่บวชใหม่และยังไม่ได้เปรียญ พอถึงในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงแต่งตั้งให้ท่านเป็นพระราชาคณะที่พระธรรมกิติ เมื่อ พ.ศ. 2395 ต่อมาเป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ที่พระเทพกระวีและได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ เมื่อปี พ.ศ. 2407

สมเด็จพุฒาจารย์ (โต) ถึงมรณะภาพเมื่อวันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2415 อายุรวม 85 ปี 65 พรรษา

ความเชื่อของคนไทยเกี่ยวกับหลวงพ่อโต

ความเชื่อและศรัทธาคือ ผู้ใดได้กราบไหว้บูชาปิดทองขอพรจะได้สมปรารถนา การทำงานเจริญก้าวหน้าได้เป็นใหญ่เป็นโต เป็นเจ้าคนนายคน และมีฐานะมั่นคง

องค์หลวงพ่อพุทธโสธร จะอยู่ใกล้กับหลวงพ่อโตองค์ใหญ่

องค์หลวงพ่อพุทธโสธร จะอยู่ใกล้กับหลวงพ่อโตองค์ใหญ่

รูปปั้นหลวงพ่อโต ขนาดความสูง 28 เมตร วัดโบสถ์

รูปปั้นหลวงพ่อโต ขนาดความสูง 28 เมตร วัดโบสถ์

หลังจากกราบนมัสการหลวงพ่อโตกันแล้ว เราก็จะเดินเลยไปถึงองค์หลวงพ่อพุทธโสธร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่เพิ่งสร้างแล้วเสร็จ

หลวงพ่อพุทธโสธร วัดโบสถ์

หลวงพ่อพุทธโสธร วัดโบสถ์

บริเวณที่ประดิษฐานองค์หลวงพ่อพุทธโสธร ผมดูแล้วยังไม่แล้วเสร็จดี คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะในการจัดพื้นที่ให้สวยงามขึ้น

หลวงพ่อพระพุทธโสธรองค์จริงนั้นจะประดิษฐานอยู่ที่วัดโสธรวรารามวรวิหาร จังหวัดฉะเชิงเทรา

 

อ่านรายละเอียดการเดินทางไปวัดโสธรวรารามวรวิหารได้ที่นี่ ===> เที่ยววัดโสธรวรารามวรวิหาร

อ่านรายละเอียดตำนานหลวงพ่อพุทธโสธรได้ที่นี่ ===> ตำนานหลวงพ่อพุทธโสธร

 

บริเวณใกล้เคียงกันนี้จะเป็นวิหารของหลวงพ่อทวด เหยียบน้ำทะเลจืด

วิหารหลวงพ่อทวด เหยียบน้ำทะเลจืด

วิหารหลวงพ่อทวด เหยียบน้ำทะเลจืด

ประวัติอย่างย่อหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด

หลวงพ่อมวด วัดช้างไห้ จังหวัดปัตตานี หรือสมเด็จพะโคะ เป็นพระภิกษุสงห์ในสมัยอยุธยา ในแผ่นดินพระมหาธรรมราชา พ.ศ. 2131 นามเดิมของท่านชื่อว่า ปู เป็นบุตรนายหู และนางจันทร์ เมื่ออายุ 7 ขวบ ท่านได้ร่ำเรียนที่วัดกุฎีหลวง (วัดดีหลวง) สามารถร่ำเรียนได้อย่างรวดเร็วทั้งเขียนหนังสือไทย และหนังสือขอม และเมื่ออายุได้ 10 ขวบได้บวชเป็นสามเณรและไปศึกษาต่อกับพระชินเสนที่วัดสีหยัง (สีคูยัง)
เหตุแห่งตำนานเหยียบน้ำทะเลจืด

เมื่ออายุได้ 20 ปี ได้เดินทางไปศึกษาต่อที่นครศรีธรรมราช ณ สำนักพระมหาเถระปิยทัสสี ต่อมาได้อุปสมบทมีฉายาว่า “ราโมธมมิโก” แต่คนทั่วไปเรียกว่า “เจ้าสามีราโม” เมื่อได้ศีกษาธรรมจนจบ ท่านจึงตั้งใจจะเดินทางไปศึกษาพระปริยัติปฏิบัติธรรมต่อที่เมืองหลวงกรุงศรีอยุธยา โดยขอโดยสารไปกับพ่อค้าเรือสำเภา ขณะเดินทางถึงเมืองชุมพร ได้เกิดพายุคะนองจนต้องทอดสมอเรือนานถึง 3 วัน พายุจึงสงบ แต่ความวุ่นวายยังเกิดขึ้นเนื่องจากน้ำจีดที่ได้เก็บไว้นั้นได้หมดลง ทำให้เจ้าของเรือว่าท่านเป็นกาลากิณีจึงทำให้เกิดความวุ่นวายเช่นนี้ จึงได้ขับไล่ท่านลงเรือเล็กหวังว่าจะให้ท่านไปตามยถากรรม เมื่อท่านได้ลงเรือเล็ก ท่านจึงได้นำเท้าหย่อนไปในทะเล และบอกให้ลูกเรือตักขึ้นมาดื่ม ปรากฏว่าเป็นที่อัศจรรย์น้ำนั้นมีรสจืดสามารถดื่มใช้กันได้ เรื่องรู้ไปถึงเจ้าของเรือ จึงได้รีบทำการกราบขอขมาและนิมนต์ท่านกลับขึ้นเรือเดินทางมาถึงกรุงศรีอยุธยา

หลวงปู่ทวด ได้ละสังขารด้วยโรคชราในปลายรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2225ที่เมืองไทรบุรี สิริอายุได้ 100 ปี นับพรรษาได้ 80 พรรษา

ความเชื่อของคนไทยต่อองค์หลวงพ่อทวด

คนไทยเชื่อว่าใครได้กราบไหว้บูชาหลวงพ่อทวดจะแคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง

บริเวณแพให้อาหารปลา

บริเวณแพให้อาหารปลา

ศาลาประดิษฐานพระพุทธรูปปางประจำวันเกิด

ศาลาประดิษฐานพระพุทธรูปปางประจำวันเกิด

บริเวณด้านหน้าศาลาประดิษฐานพระพุทธรูปปางประจำวันเกิด

บริเวณด้านหน้าศาลาประดิษฐานพระพุทธรูปปางประจำวันเกิด

พระอุโบสถ วัดโบสถ์

พระอุโบสถ วัดโบสถ์

พิพิธภัณฑ์ วัดโบสถ์

พิพิธภัณฑ์ วัดโบสถ์

หลังจากเดินชมสถานที่ต่างๆภายในวัดก็ใช้เวลานานเป็นชั่วโมงเหมือนกัน ก็รู้สึกหิวขึ้นมา แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารเครื่องดื่ม เพราะในบริเวณวัดมีร้านค้าไว้บริการ มีการจัดสรรสถานที่ไว้ชัดเจน สะดวกสบาย

ร้านค้าที่เปิดให้บริการอาหารและเครื่องดื่ม ภายในบริเวณวัด

ร้านค้าที่เปิดให้บริการอาหารและเครื่องดื่ม ภายในบริเวณวัด

ร้านจำหน่ายอาหารเครื่องดื่ม

ร้านจำหน่ายอาหารเครื่องดื่ม

พื้นที่สำหรับนั่งรับประทานอาหาร

พื้นที่สำหรับนั่งรับประทานอาหาร

พื้นที่รับประทานอาหาร ก็สามารถมองออกไปดูวิวสวยๆภายนอกได้

พื้นที่รับประทานอาหาร ก็สามารถมองออกไปดูวิวสวยๆภายนอกได้

ผมสั่งก๋วยจั๊บน้ำข้น ใส่ทุกอย่าง พี่แม่ค้าก็จัดให้เต็มเลยครับ อร่อยมากราคาถูก แค่ 30 บาท

ผมสั่งก๋วยจั๊บน้ำข้น ใส่ทุกอย่าง พี่แม่ค้าก็จัดให้เต็มเลยครับ อร่อยมากราคาถูก แค่ 30 บาท

สำหรับเมนูอาหารที่ผมขอแนะนำก็คือ ก๋วยจั๊บน้ำข้น ก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำข้น ก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ  บอกเลยครับอร่อยมาก น้ำข้นสะใจแถมราคาถูก

ร้านนี้เฮียแกขายปลาตะเพียนต้มเค็ม

ร้านนี้เฮียแกขายปลาตะเพียนต้มเค็ม

เมื่อทานอาหารเสร็จแล้วผมก็เดินออกมา พบร้านหนึ่งมีคนเข้ามาซื้อเรื่อยๆ จึงเดินไปดู เห็นเฮียแกขายปลาตะเพียนต้มเค็ม  ผมก็นึกไปว่าปลาตะเพียนก้างนี่เยอะมากๆ แทรกอยู่ในเนื้อปลาแทบทุกอณู แล้วจะกินกันไหวมั้ยนี่  แต่ใจก็อยากลองเลยขอซื้อมา 1 ตัวราคา 60 บาท เพื่อลองชิมดูก่อน

พอลองชิม โอ้โห บอกเลยอร่อยมาก เนื้อนิ่ม ส่วนก้าง ไม่รู้สึกเลยว่ามีก้าง เพราะนิ่มไปกับเนื้อปลาเลยครับ รสชาติเค็มๆหวานๆ แถมมีไข่เต็มท้อง ถือว่ารสชาติผ่านเลยครับ กินกับข้าวสวยร้อนๆ สวรรค์ดีๆนี่เอง  แนะนำเลยครับสำหรับท่านที่จะซื้อกลับบ้าน อร่อยจริงๆ การันตี

ก็สิ้นสุดการเดินชมและทำบุญภายในวัดและตบท้ายด้วยการกินแสนอร่อยและแสนฟิน เที่ยววัดก็ฟินได้ครับผมขอยืนยัน

 

การเดินทางมาวัดโบสถ์

  • หากขับรถมาจากบางบัวทองตามเส้นทางวงแหวนสายตะวันตก เลยทางแยกที่จะไปอำเภอเสนา ก็จะถึงสะพานข้ามแม่น้ำ เจ้าพระยาไม่ต้องข้ามสะพานเลี้ยวซ้ายลงตรงตีนสะพาน ซึ่งจะมีป้ายบอกทางไปวัดหลวงพ่อโตอยู่ข้างทาง ขับลอดใต้สะพานวิ่งไป ตามถนนอีกไม่ถึง 1 กิโลเมตร ก็จะเห็นวัดอยู่ทางซ้ายมือ
  •  หากมาทางจังหวัดปทุมธานีให้ขับรถไปตามเส้นทางอำเภอสามโคก ขับเลยตัวอำเภอไป ผ่านวัดจันทน์กะพ้อไปเล็กน้อยก็จะเห็น ทางแยกขวามือ ซึ่งก็จะมีป้ายบอกทางอีกเช่นกัน….ขับไปตามถนนอีกประมาณ 4-5 กิโลเมตร วัดจะอยู่ทางขวามือ
  • จากถนนวงแหวนตะวันตก ใช้ทางด่วนบางปะอิน วิ่งจนถึงด่านบางปะอิน แล้วให้แยกซ้ายออกมาทางสามโคก เข้าเส้นกาญจนา ภิเษก (สาย 9) พอข้ามสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาก็จะเห็นองค์หลวงพ่อตั้งอยู่ พอลงจากสะพานก็ให้เลี้ยวซ้ายเข้าถนนชลประทาน อีก 1-2กม. ก็ถึงทางเข้าวัดซึ่งอยู่ทางซ้ายมือ

การเดินทาง ที่มา : www.paiduaykan.com

ผมขอเชิญชวนกันมาเที่ยวกันที่นี่ เพราะสถานที่จัดได้อย่างสวยงามน่าชม แถมร่มรื่น มีศาลาพักกระจายทั่วบริเวณวัด ร้านค้าอาหารเครื่องดื่มมากมาย ไม่ต้องกลัวหิว และวัดโบสถ์ถือได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวติดอันดับความนิยมของจังหวัดปทุมธานีเลยครับ

จบบันทึกความศรัทธาอีก 1 บท

ช่องทางการติดตามเรื่องราว ภารกิจเที่ยววัด

ติดตามเรื่องราวผ่าน Facebook เพจได้ที่ www.facebook.com/faith108

หรือติดตามช่อง YouTube Channel ได้ที่ www.youtube.com/FaithThaiStory

ร่วมแชร์ประสบการณ์การท่องเที่ยววัดด้วยกัน ได้ที่ กลุ่มรวมพลคนชอบเที่ยววัด

Share on Facebook45Pin on Pinterest0Share on Google+0Tweet about this on Twitter
 

ADVERTISEMENT