ตามรอยขุมสมบัติอาถรรพ์ วัดกุฎีดาว ณ สถานที่จริง

By | August 7, 2017
Share on Facebook6Pin on Pinterest0Share on Google+0Tweet about this on Twitter


https://youtu.be/XBa1ZDn_gm8

สวัสดีครับท่านผู้รักการท่องเที่ยวตามรอย ครั้งนี้เป็นบทความพิเศษอีกครั้งหนึ่ง เพราะผมจะพาทุกท่านเดินทางตามรอยความเร้นลับเกี่ยวกับขุมสมบัติอาถรรพ์ ที่มีบันทึกเป็นข้อเท็จจริงถึงความเร้นลับนี้

ก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับกรุมหาสมบัติของวัดราชบูรณะ พระนครศรีอยุธยาไว้แล้ว แต่ครั้งนี้เราจะไปตามรอยอีกแห่ง ซึ่งสถานที่แห่งนี้ก็คือ วัดกุฎีดาว จ.พระนครศรีอยุธยา  เป็นสถานที่มีเรื่องราวขุมสมบัติอาถรรพ์ที่มีความหลอนและน่ากลัวในประวัติศาสตร์อีกเรื่องหนึ่ง เพราะเป็นประสบการณ์ตรงของพระรวงวศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช

การเดินทางครั้งนี้ เดินทางในช่วงต้นเดือนสิงหาคม พ.ศ.2560 และสิ่งที่สุดพิเศษก็คือ ได้รับเกียรติจากนักวิชาการทางโบราณคดี นำโดยอาจารย์แบ๊งค์และทีม Ghost Forces Team ในรายการ PARANORMALได้กรุณานำเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์มาทำการพิสูจน์เรื่องราวการตามรอยความเร้นลับครั้งนี้

ตำหนักกำมะเลียน

จุดจอดรถจะมี 2 จุดคือ ทางหน้าพระวิหาร และอีกจุดคือบริเวณฝั่งวัดประดู่ทรงธรรม โดยกลุ่มนักเดินทางจอดรถ ณ ฝั่งวัดประดูทรงธรรม

พาเดิมชมพื้นที่วัดกุฎีดาว

อันดับแรก ผมจะพาทุกท่านเดินชมพื้นที่ของวัดกุฎีดาวกันเสียก่อน เป็นวัดที่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น

เมื่อเข้ามาในบริเวณวัดกุฎีดาว จะผ่านตำหนักกำมะเลียน มีปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเจ้าบรมโกศทรงบูรณปฏิสังขรณ์พระอารามนี้ พระองค์เสด็จมาทอดพระเนตรการบูรณะเป็นครั้งคราว สันนิษฐานว่าพระองค์น่าจะมาประทับที่ตำหนักนี้

พระเจดีย์ประธาน

พระเจดีย์ประธานในวัด เป็นเจดีย์ศิลปะแบบมอญ มีร่องรอยการพอกองค์เดิม สันนิษฐานว่าเป็นการปฏิสังขรณ์ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

ส่วนยอดเจดีย์ที่หักโค่นลงมา

พระวิหาร

ภายในพระวิหาร

พระอุโบสถ

ภายในพระอุโบสถ

ซากพระพุทธรูปในพระอุโบสถ

หลุมลึกในพระอุโบสถ

การเดินชมพื้นที่วัดโดบรอบ มีพื้นที่ใหญ่พอสมควร ทำให้จินตนาการไปถึงในยุคสมัยรุ่งเรืองคงมีความสวยงามอลังการอย่างยิ่ง

เรื่องราวขุมทรัพย์อาถรรพ์ที่วัดกุฎีดาว

เรื่องราวอาถรรพ์ขุมสมบัติที่วัดกุฎีดาว เป็นประสบการณ์ของพระรวงวศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช  ซึ่งพระองค์มีชื่อเสียงอย่างมากเพราะเป็นชาวเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลชนะเลิศเวิร์ลกรังปรีซ์

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช

พระองค์เจ้าพีระฯ เป็นผู้ที่มีความคิดสมัยใหม่ ไม่เชื่อเรื่องลี้ลับ วิญญาณ จนกระทั่งครั้งหนึ่งพระองค์ได้รับลายแทงขุมทรัพย์มหาสมบัติ ซึ่งปรากฏแหล่งขุมทรัพย์ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาถึง 303 จุด และที่วัดกุฎีดาวมีขุมสมบัติถึง 18 จุด นอกจากนี้ในลายแทงยังมีคำสาบแช่งปรากฏอีกด้วย

แต่ด้วยที่พระองค์เจ้าพีระฯ ทรงไม่เชื่อเรื่องราวความอาถรรพ์ จึงมีพระประสงค์ที่จะพิสูจน์ค้นหาสมบัติดังกล่าว โดยพระองค์ได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฏหมาย โดยมีการทำสัญญาว่า ถ้าขุดพบสมบัติจะมอบให้แก่รัฐ 90% ส่วนพระองค์จะได้รับ 10%

การดำเนินงานก่อนเริ่มขุดค้นเป็นไปอย่างปกติ จนถึงวันดำเนินการขุดค้น โดยเริ่มที่วัดกุฎีดาวเป็นแห่งแรก ซึ่งชาวบ้านได้แนะนำให้พระองค์ทำพิธีบวงสรวงขออนุญาตเจ้าที่เจ้าทาง หรือปู่โสมเฝ้าทรัพย์ แต่พระองค์ก็ไม่ได้ดำเนินการตามการแนะนำนั้น ด้วยความเชื่อมั่นว่าสิ่งเร้นลับไม่มีอยู่จริง

ในการขุดค้นหาสมบัติดังกล่าว จะมีอุปกรณ์ตรวจหาแร่ทองคำและแร่โลหะที่ทันสมัยที่สุดในสมัยนั้น นั่นก็คือ Mine Detector ซึ่งสามารถตรวจจับหาโลหะได้ลึกถึง 20 เมตร และดำเนินการขุดค้นในกลางเดือนธันวาคม พ.ศ.2503 โดยพระองค์อยู่ร่วมการขุดค้นหาสมบัติดังกล่าวด้วย การขุดค้นโดยใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เพื่อตรวจจับโลหะได้ดำเนินไป แต่เมื่อขุดค้นลงไปก็ไม่พบเจอกับสมบัติใดๆทั้งสิ้น

จนมีวันหนึ่งที่พระองค์เสด็จกลับไปยังที่ประทับ ระหว่าที่พระองค์บรรทมอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงคล้ายค้นขุดดินอยู่ภายในบริเวณที่ประทับ แต่พระองค์ก็ไม่ได้เกรงกลัวสิ่งใด จึงออกมาดูต้นเสียงนั้น ก็ไม่พบสิ่งใดผิดปกติจึงกลับมาบรรทมเช่นเดิม

ระหว่างที่พระองค์บรรทมนั้น ก็ได้ยินเสียงคล้ายคนขุดดิน แต่พระองค์ก็ไม่ได้ลุกขึ้นมาจนกระทั่งรุ่งเช้า

เมื่อถึงรุ่งเช้าพระองค์ได้ไปตรวจสอบต้นเสียงดังกล่าว ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ พระองค์ได้นำเรื่องนี้ไปตรัสเล่าให้ชาวบ้านที่รับจ้างขุดสมบัติรวมถึงพระญาติและพระสหาย จึงได้รับคำทัดทานว่า อาจจะเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ที่ไม่ยอมให้สมบัติ

เครื่อง Mine Detector

ชาวบ้านต่างทูลขอให้พระองค์ยกเลิกการขุดค้น เพราะเกรงจะเกิดความวิบัติต่อตนเอง แต่พระองค์ไม่ทรงยกเลิกและมุ่งมั่นที่จะขุดค้นต่อไป และได้เกิดความเร้นลับต่อคณะขุดค้น เพราะการขุดค้นได้ใช้ Mine Detector ซึ่งแม่นยำมาก แต่เมื่อขุดค้นลงไปจะได้ยินเสียงครืด ครืด คล้ายการเคลื่อนย้ายวัตถุ จนเป็นที่แตกตื่นของคณะขุดค้นจนต้องกระโจนหนีออกจากหลุม และแม้จะค้นหาอย่างไร ก็ไม่พบเจอสิ่งมีค่าใดๆนอกจากเศษกระเบื้องโบราณเท่านั้น ประดั่งว่าสมบัติเหล่านั้นสามารถเคลื่อนย้ายหนีการค้นหาไปได้โดยตลอด

จนกระทั่งถึงเย็นวันหนึ่ง พระองค์ได้สังเกตุเห็นชายรูปร่างใหญ่สวมใส่ชุดนักรบเดินออกมาจากทางบริเวณหลังพระอุโบสถและสิ่งสำคัญคือร่างนั้นไม่เห็นศีรษะ

พระองค์ได้รีบออกเสด็จตามร่างนั้นทันที แต่ร่างนั้นได้หายไปในพุ่มไม้ข้างพระอุโบสถ จึงทำให้พระองค์เริ่มฉุกคิดถึงความลี้ลับนี้ขึ้นมา  พระองค์จึงนำเรื่องไปปรึกษากับพระเถระ ซึ่งได้รับคำตอบว่า ร่างที่เห็นนั้นเป็นผีวิญญาณที่เฝ้าสมบัติจริง และได้สาปแช่งแก่ผู้ที่มีส่วนร่วมในการขุดค้นสมบัติ ให้มีอันเป็นไปและทำมาหากินไม่ขึ้น

และได้เกิดเหตุการณ์ภัยวิบัติแก่คณะขุดค้นจริงๆ บางคนก็เสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ บางคนก็หายสาบสูญ ส่วนพระองค์เจ้าพีระฯ ต้องประสบกับปัญหาทางธุรกิจที่ต้องขาดทุนจนต้องปิดกิจการ

พระองค์เคยเสด็จไปประทานสัมภาษณ์ที่สมาคมค้นคว้าทางจิตแห่งประเทศไทย ณ ตึกเกษมปัญญาคาร วัดมกุฎกษัตริยาราม โดยมี พ.ต.อ.ชะลอ อุทกภาชน์ ผู้กำกับการสันติบาลกอง 5 นายแพทย์เชียร สิริยานนท์ และนายแพทย์ประพันธ์ พืชผล เป็นผู้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ 2504 พระองค์เจ้าพีระฯทรงยอมรับต่อที่ประชุม ณ สมาคมค้นคว้าทางจิตแห่งประเทศไทยว่า แต่เดิมพระองค์ไม่เคยทรงเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจเลยแต่ปัจจุบันได้ทรงยอมเชื่อแล้ว ทั้งนี้ เพราะได้ทรงประสบเรื่องวิญญาณลี้ลับมาแล้วด้วยพระองค์เอง

นับแต่นั้นมาก็ไม่มีใครกล้าที่จะขุดค้นหาสมับัติที่วัดกุฎีดาวอีกเลยจนถึงปัจจุบัน

ศาลปู่โสมข้างพระอุโบสถ

เรื่องเร้นลับจากชาวบ้าน

นอกจากเรื่องราวขุมสมบัติอาถรรพ์แล้ว ก็ยังมีเรื่องเล่าชาวบ้านว่า วันหนึ่งมีชาวบ้านได้เดินไปยังต้นโพธิ์บริเวณพระวิหาร ได้ปรากฏเห็นชายนุ่งห่มสีขาวคล้ายผู้ทรงศีลนั่งอยู่บนต้นโพธิ์  ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีศาลและชุดขาวที่ชาวบ้านสร้างและนำมาแขวนไว้

ศาลใกล้พระวิหาร

เรื่องราวความอาถรรพ์ ณ วัดกุฎีดาว ที่ผมทราบมาก็มีอยู่ 2 เรื่องนี้ ซึ่งขอให้ใช้วิจารณญาณในการรับชมรับฟังกันด้วยนะครับ

การพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับพลังงานเร้นลับ

การเดินทางครั้งนี้ มีทีมงานนำโดยอาจารย์แบ๊งค์และทีมงาน Ghost Forces Team ในรายการ PARANORMAL ได้นำอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์คลื่นสนามแม่เหล็กเชิงซ้อนที่สามารถใช้ตรวจจับพลังงานที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า มาใช้ในการพิสูจน์เรื่องราวเร้นลับนี้

จุดประสงค์การพิสูจน์

การใช้อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ครั้งนี้ ไม่ได้มีจุดประสงส์ลบหลู่ใดๆทั้งสิ้น โดยผู้ทดสอบทุกท่านล้วนมีความเชื่อและศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างสุดหัวใจ และต้องการเผยแพร่ผลการทดลองนี้ให้แพร่หลายออกไปว่า คำสอนต่างๆของครูบาอาจารย์ในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นมีอยู่จริงหรือไม่ โดยใช้ขั้นตอนทางวิทยาศาตร์พิสูจน์ผล

ถ้าผลการทดสอบ ปรากฏว่าพบพลังงานจริง จะเป็นการยืนยันได้ว่ายังมีสิ่งเร้นลับที่สายตาคนธรรมดาไม่อาจมองเห็นได้ และทางกลุ่มเชื่อว่า จะทำให้ผู้คนหันมาสนใจคำสอนทางพระพุทธศาสนาและนำมาใช้พิจารณาได้ดียิ่งขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปฏิบัติต่างๆ ทั้งทางโลกหรือทางธรรม จะได้ใช้เป็นเครื่องเตือนสติว่ายังมีสิ่งเร้นลับที่เรามองไม่เห็นอาจกำลังมองเราอยู่ และทำให้เรามุ่งมั่นที่จะทำดีต่อไปนั่นเอง

พระอุโบสถยามใกล้ค่ำ

เมื่อถึงเวลาราวๆ 18:00 น. อาจารย์แบ๊งค์และทีมงาน Ghost Forces Team ได้มาถึงวัดกุฎีดาว

คณะผู้ทำงาน

คณะทำงานได้แก่ คุณโยชิเทรุ (ชาวญี่ปุ่น), ดร.เหมโชค, อาจารย์แบ๊งค์, และพี่อ๋อ (วงอินคา)

คณะอาจารย์แบ๊งค์ ได้รีบดำเนินงานและทำการกราบขออนุญาตสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสิ่งเร้นลับในพืนที่ และเริ่มดำเนินงานทันที เพราะเกรงจะดึกเกินไป และได้รับทราบถึงข้อมูลขุมสมบัติอาถรรพ์ที่ผมได้กล่าวมาข้างต้น จึงได้ใช้อุปกรณ์ตรวจจับพลังงานไปยังศาลปู่โสมและศาลข้างพระวิหาร รวมถึงในพระวิหาร

ผลการทดลองพบว่า ทั้ง 3 จุดที่ไปทดสอบ ได้ค้นพบพลังงานเร้นลับอยู่ ซึ่งทำให้ผู้ทดลองถึงกับตื่นเต้นและขนลุกในสิ่งที่เกิดขึ้น

ลักษณะเส้นพลังงานจะมีลักษณะคล้ายรูปคน เป็นลักษณะเส้นลากเป็นรูปคน ซึ่งได้รับคำยืนยันจากอาจารย์แบ๊งค์ว่า นั่นคือสิ่งเร้นลับที่สายตามองไม่เห็นนั่นเอง

ลักษณะอุปกรณ์ที่ตรวจจับได้

เครื่องมือตรวจจับพลังงานได้บริเวณพระพุทธรูป

สิ่งที่ปรากฏนี้ เป็นสิ่งที่เหลือเชื่อสำหรับกลุ่มผมเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นการทดสอบทางวิทยาศาสตร์เช่นนี้ โดยส่วนตัวผมเองนั้น มีความเชื่อเรื่องสิ่งเร้นลับที่ตามองไม่เห็นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่เมื่อได้เห็นผลการทดลองนี้ยิ่งตอกย้ำให้ผมมั่นใจในสิ่งเร้นลับที่มองไม่เห็นมากขึ้น

สิ่งที่ได้รับจากการทดลองนี้

ผมเชื่อว่า เมื่อผลการทดลองนี้ได้รับการเผยแพร่จนเป็นที่ยอมรับ จะทำให้ผู้คนหันมาสนใจในสิ่งที่ครูบาอาจารย์คอยสั่งสอน ทำให้ดำรงตนในความดี รวมถึงการไปยังสถานที่ใดๆ จะต้องให้เกียรติสถานที่นั้น ไม่ว่าจะไปที่ใดๆสิ่งเร้นลับอาจมองเห็นเราอยู่ก็เป็นได้ครับ

ท่านสามารถร่วมพิสูจน์ความลี้ลับได้ที่ Facebook Ghost Forces Team และบน YouTube ที่ช่อง PARANORMAL

แล้วพบกันใหม่กับผมในเรื่องราวความศรัทธาและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสามารถติดตามได้ตามช่องทางด้านล่างนี้ สวัสดีครับ

ช่องทางการติดตามเรื่องราว ภารกิจเที่ยววัด

ติดตามเรื่องราวผ่าน Facebook เพจได้ที่ www.facebook.com/faith108

หรือติดตามช่อง YouTube Channel ได้ที่ www.youtube.com/FaithThaiStory

แบ่งปันเรื่องราวการท่องเที่ยววัดที่กลุ่ม รวมพลคนชอบเที่ยววัด

เว็บไซต์หลัก ที่ www.faiththaistory.com

Share on Facebook6Pin on Pinterest0Share on Google+0Tweet about this on Twitter
 

ADVERTISEMENT