Category Archives: บทความพิเศษ

ความสำคัญของวันอาสาฬหบูชา

วันอาสาฬหบูชา เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกวันหนึ่งของประเทศไทย และให้นับเป็นวันหยุดราชการของประเทศไทยด้วย คำว่า “อาสาฬหบูชา” นั้นย่อมาจากคำว่า “อาสาฬหปูรณมีบูชา” แปลว่า การบูชาในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ หรือ การบูชาในวันเพ็ญเดือน 8 ถ้าในปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็ให้เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 8 หลังแทน ความสำคัญของวันอาสาฬหบูชา หลักๆมีดังนี้ 1. เป็นวันที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนาเป็นครั้งแรก แก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 รูป ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี พระธรรมที่ทรงแสดงเรียกว่า “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” แปลว่า พระสูตรแห่งการหมุนวงล้อธรรม หรือความจริงที่ไม่มีผู้ใดปฏิเสธได้ นั่นก็คือ อริยสัจสี่ประการ ได้แก่ ทุกข์ คือ “ความจริงอันประเสริฐคือความทุกข์” สมุทัย คือ “ความจริงอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดทุกข์” นิโรธ คือ “ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์” มรรค คือ ความจริงอันประเสริฐคือทางที่ทำให้ผู้ปฏิบัติตามลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ 2. เป็นวันที่เกิดพระสงฆ์รูปแรกในพระพุทธศาสนา คือ พระอัญญาโกญฑัญญะ ภายหลังจากที่ได้ฟังธรรมและบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันแล้ว ก็ได้ทูลขออุปสมบท พระพุทธองค์ทรงประทานการอุปสมบทให้ด้วยวิธีที่เรียกว่า “เอหิภิกขุอุปสัมปทา”เป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา 3. เป็นวันที่สมบูรณ์แห่งพระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ประวัติความเป็นมาของวันอาสาฬหบูชา ในสมัยพุทธกาลพระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในวันเพ็ญเดือน 6 หรือวันวิสาขบูชา และได้ทรงพิจารณาธรรมอยู่นานถึง 7 สัปดาห์ และพระองค์ทรงได้คิดว่าพระธรรมที่พระองค์ทรงบรรลุนั้นเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งยากนักที่ใครจะเข้าถึง ท้าวสหัมบดีพรหมได้ทราบว่าพระองค์ทรงวิตกในเรื่องการเข้าใจพระธรรมของเหล่ามนุษย์ทั้งหลาย… Read More »

แผนที่ภูมิสถานอยุธยา โครงการประวัติศาสตร์ไทย สังเขป ฉบับมติชน

เนื่องจากผมเองได้เริ่มสนใจเดินทางท่องเที่ยวตามวัดโบราณในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่ว่าจะเป็นวัดร้าง วัดที่มีพระจำพรรษา หรือวัดที่หายสาบสูญไปจากแผนที่แล้ว ทุกครั้งที่ผมได้ออกเดินทางสำรวจและท่องเที่ยว จะรู้สึกถึงบรรยากาศแบบคลาสสิคดีมากเลยครับ แม้อากาศบางช่วงจะร้อน แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับผมเลย แต่อุปสรรคสำคัญของผมก็คือ ต้องเผชิญหน้ากับเจ้าถิ่น (สุนัขทั้งหลาย) เนื่องจากบางสถานที่เป็นจุดที่ผู้คนไม่ค่อยจะรู้จักกันนัก ทำให้สภาพพื้นที่ไม่ค่อยจะได้รับการดูแล ทำให้เจ้าถิ่นครอบครองพื้นที่กันอย่างสบายใจ สถานที่โบราณในพระนครศรีอยุธยาหรือกรุงเก่าในอดีต มีมากมาย และหนาแน่นมากๆ ซึ่งผมได้ค้นหาแผนที่เพื่อใช้ประกอบในการเดินทางจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แผนที่ดังกล่าวอยู่ที่หน้าเพจนี้ครับ ===> แผนที่ อยุธยา ททท. แผนที่ดังกล่าวจะบอกจุดหลักๆสำคัญที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในอดีตอยุธยาจะมีวัดหนาแน่นมาก แม้กระทั่ง 2 ฟากฝั่งคลองก็ยังเป็นวัด เดินห่างกันไปเล็กน้อยก็เจอกับวัดอีก ฝั่งถนนทั้งสองฟาก ก็มีวัดมากมาย เรียงกันเป็นแถวเป็นแนว ชี้ให้เห็นว่าชีวิตของคนไทยมีความผูกพันกับวัดและพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก การเดินทางเข้าวัดทำบุญของผู้คนในอดีตคงจะเป็นเรื่องปกติ การเดินทางเพื่อท่องเที่ยวและสำรวจของผมเอง จะมีคู่มือประกอบทุกครั้ง เพื่อให้มีข้อมูลในการท่องเที่ยวได้อย่างลึกซึ้งขึ้นมาบ้าง นอกจากหนังสือคู่มือต่างๆแล้ว สิ่งที่ผมจะขาดไม่ได้ก็คือแผนที่เดินทาง ในเรื่องของแผนที่ ตัวผมเองต้องการแผนที่ ที่มีรายละเอียดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสถานที่โบราณที่ร้างผู้คน หรือสถานที่โบราณที่หายสาบสูญไปแล้วจากแผนที่ ผมได้ลองค้นหาตามร้านหนังสือเก่าแต่ก็ยังหาไม่ได้ สงสัยคงจะต้องไปหอสมุดแห่งชาติกันแล้วแหละครับ หนังสือแผนที่โบราณ ที่ผมคิดว่าน่าจะดีมากๆก็คือ “อธิบายแผนที่พระนครศรีอยุธยา กับคำวินิจฉัยของพระยาโบราณราชธานินทร์”  และพงศาวดารต่างๆ แต่ผมก็หาได้เพียงบางเล่ม จากความพยายามหาแผนที่อยุธยาให้สนองความต้องการของตนเองให้ได้ก็ได้มาเจอกับ “แผนที่ภูมิสถานอยุธยา” จากโครงการประวัติศาสตร์ไทย สังเขป ฉบับมติชน ซึ่งจัดทำเพื่อขยายและเพิ่มข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ จากหนังสือ ประวัติศาสตร์แห่งชาติ “ซ่อม” ฉบับเก่า “สร้าง” ฉบับใหม่ ของ ศ.ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ และขณะนี้ทางโครงการฯได้จัดทำแผนที่ภูมิสถานอยุธยา ขึ้นจากข้อมูลเอกสารทางประวัติศาสตร์สำคัญฉบับต่างๆ… Read More »

กรุสมบัติ วัดราชบูรณะ อุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก อยุธยา

>> อ่านเรื่องราวการเดินทางไปยังสถานที่จริง กรุสมบัติ วัดราชบูรณะ พระนครศรีอยุธยาที่นี่ !! << >>> อ่านบทความวัดราชบูรณะ และวัดเจ้าชาย (วัดกระซ้าย) วัดเฮี้ยนติดอันดับ 8 เอเชีย ที่นี่ <<< !!! กรุสมบัติ วัดราชบูรณะ อุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก อยุธยา ผมได้ค้นเจอคลิปวีดีโอจาก youtube เกี่ยวกับกรุสมบัติวัดราชบูรณะ  อุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก พระนครศรีอยุธยา คลิปวีดีโอนี้มีความยาวเพียงไม่ถึง 10 นาที แต่เนื้อหาดีมากเลยครับ อยากให้ได้ชมกัน รายละเอียดคร่าวๆได้กล่าวไว้ว่า ในฤดูฝน ปี พ.ศ. 2499 ทางเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรได้ทำการขุดกรุวัดมหาธาตุ ซึ่งมีความลึกกว่า 17 เมตร ได้ค้นพบพระบรมสารีริกธาตุ และเครื่องทองอันล้ำค่ามากมาย ทำให้เป็นข่าวโด่งดัง จนเกิดกระแสตื่นทอง และในปี พ.ศ. 2500 ได้มีโจรประมาณ 10 – 20 คน ได้ร่วมกันเข้าลักลอบขุดกรุวัดราชบูรณะ ได้เครื่องทองล้ำค่าไปมากมาย และอีก 2 วันต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายได้ 2 คน ได้คืนเครื่องทองมาเพียงบางส่วน  จากการสันนิษฐานคาดว่าคนร้ายจะได้เครื่องทองไปกว่า 75 กิโลกรัม  ฝ่ายเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรจึงได้เร่งทำการขุดกรุอย่างละเอียดอีกครั้ง  รายละเอียดเป็นเช่นไรให้ชมได้จากวีดีโอเลยครับ เครื่องทองที่ถูกค้นพบและได้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยาแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆได้ดังนี้ 1. กลุ่มพระพุทธรูปและพระพิมพ์ 2. กลุ่มเครื่องราชกกุธภัณฑ์… Read More »

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ผู้ทรงมีพระปรีชาสามารถการรบ และด้านจิตวิทยา

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชพระมหากษัตริย์ผู้เป็นวีรบุรุษของคนไทย… นอกจากท่านจะกล้าหาญมีความรักชาติ และเชี่ยวชาญการรบแล้วนั้น ท่านยังมีจิตวิทยาที่ดีเลิศทำให้เหล่าทหารพม่าและพระมหาอุปราชต้องกลัวเกรงและได้รับชัยชนะเสมอมา… เรื่องราวอันเกรียงไกรของสมเด็จพระนเรศวรเกิดขึ้นก่อนที่จะมีศึกยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราช ก่อนหน้าศึกยุทธหัตถี 3 ปี…กองทัพหงสาวดีนันทบุเรงได้ล้อมอยุธยานานกว่า 5 เดือนเพราะประสบปัญหาการสั่งการรบแบบกองโจรงของสมเด็จพระนเรศวรและยิ่งไปกว่านั้นพระองค์ได้ออกรบเองไปยังค่ายของพม่าโดยคาบพระแสงดาบบุกปีนขึ้นค่ายพม่า แต่พระองค์ถูกการสกัดกั้นด้วยอาวุธจากข้าศึกจนตกลงมาและทหารพม่าได้กรูกันเข้ามาหวังจะทำร้ายให้ได้พระองค์จึงสั่งการให้ถอยทัพกลับกรุงศรีอยุธยา ข่าวการบุกค่ายด้วยพม่าด้วยพระองค์เองเลื่องลือจนทำให้เหล่าทหารพม่านเกรงกลัวและยังความแปลกใจของพระเจ้านันทบุเรงอย่างมากว่าทำไมสมเด็จพระนเรศวรจึงออกรบเองเหมือนพลทหารและทำให้พระเจ้านันทบุเรงนับถือในตัวสมเด็จพระนเรศวรอย่างมากและสั่งการไปยังแม่ทัพทุกคนว่าให้ทำการล้อมจับมาถวายพระองค์ให้ได้ พระเจ้านันทบุเรงจึงสั่งการให้ “ลักไวทำมู”ทหารที่มีฝีมือออกไปจัดการจับตัวสมเด็จพระนเรศวรมาให้จงได้ ลักไวทำมูจึงวางแผนกองทัพม้าหลอกล่อทัพสมเด็จพระนเรศวรเพื่อให้มาติดกับดักกองทัพของตน และก็สามารถหลอกล่อพระองค์มาในวงล้อมของทัพพม่ากว่า 100,000 นายได้…แต่การเข้าจับกุมตัวสมเด็จพระนเรศวรก็ไม่สามารถทำได้จนทหารพม่าสู้รบและล้มตายในศึกอย่างมากมาย… เมื่อ ลักไวทำมูเห็นดังนั้นจึงควบม้าถือดาบเข้าใส่แต่ก็ถูกพระองค์สวนด้วยพระแสงทวนบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตกลางสมรภูมิ ข่าวการสูญเสียของ ลักไวทำมูยิ่งทำให้เหล่าทหารพม่าเกรงกลัวและสูญเสียกำลังใจอย่างมากเมื่อพระเจ้านันทบุเรงเห็นดังนั้นประกอบกับเสบียงกองทัพก็จะหมดลงทหารเจ็บป่วยอดอยากจำนวนมากจึงสั่งการถอยทัพกลับหงสาวดี จากนั้น 3 ปี กรุงศรีอยุธยาก็ว่างเว้นสงคราม จนกระทั่งสมเด็จพระมหาธรรมราชาพระราชบิดาได้เสด็จสวรรคต สมเด็จพระนเรศวรจึงได้ขึ้นครองราชย์แทน ฝ่ายพม่าเห็นว่าเป็นช่วงสับเปลี่ยนแผ่นดินจึงทำการวางแผนบุกกรุงศรีอยุธยาทันทีโดยมีแม่ทัพเป็นพระมหาอุปราช ด้วยจำนวนทหารกว่า 200,000 นายและกองทัพพระเจ้าแปรอีกกว่า 100,000 นาย เคลื่อนพลเข้ามาทางด่านเจดีย์ 3 องค์โดยมีเจ้าเมืองพะสิมและเจ้าเมืองพุกามคุมหน้าทัพ สมเด็จพระนเรศวรทราบเรื่องได้วางแผนให้ผู้คนออกจากเมืองกาญจนบุรีทั้งหมดแล้ววางกำลังทัพไว้สองฝากทางฝ่ายทหารพม่าเห็นว่าไม่มีผู้คนจึงกีฑาทัพเข้ามาอย่างรวดเร็วโดยไม่ระวังตัวจนมาถึงทัพหลวงของอยุธยา ทำให้กองทัพพม่าอยู่กลางวงล้อมและโจมตีทัพพม่าแตกกระเจิง ส่วนเจ้าเมืองพุกามก็เสียชีวิตกลางสนามรบและรุกไล่ไปยังกองทัพของพระมหาอุปราชแต่ไม่สามารถจับตัวพระมหาอุปราชไว้ได้เพราะมีเหล่าทหารคุ้มครองและกันตัวออกจากสนามรบได้ จากนั้นทัพพม่าก็แตกกระเจิงหนีกลับกันไปจนหมดสิ้น การแพ้สงครามครั้งนี้ทำให้พระมหาอุปราชเข็ดขยาดกับการทำศึกกับสมเด็จพระนเรศวร แม้พระเจ้านันทบุเรงพระราชบิดาจะทรงออกคำสั่งก็ตาม จนกระทั่งพระมหาอุปราชรู้สึกอัปยศอดสูกับสิ่งที่เกิดขึ้นจึงยอมที่จะออกรบอีกครั้ง ทำให้การรบครั้งนี้พระเจ้านันทบุเรงดีพระทัยมากได้จัดกองทัยอย่างยิ่งใหญ่เพื่อจะนำชัยมาให้ได้ ด้วยจำนวนพลทหาร 250,000 นาย และได้เตรียมเสบียงไว้อย่างมาก การรบครั้งนี้สมเด็จพระนเรศวรได้ตั้งรับที่สุพรรณบุรี ด้วยกำลังพล 100,000 นาย ทำให้การรบเหมือนจะสู้ไม่ไหวพระองค์จึงสั่งการให้แบ่งกองทัพไปทั้ง 2 ฝากและให้ม้าเร็วไปแจ้งแม่ทัพหน้าให้ถอยร่นลงมาด้วยกำลังกองทัพฝ่ายอยุธยาสู้ไม่ได้อยู่แล้วจึงเร่งถอยลงมาอย่างรวดเร็ว…ฝ่ายพม่าก็ได้ลำพองใจที่เห็นทัพอยุธยาร่นถอยจึงกรีฑาทัพลงมากันใหญ่…กองทัพของอยุธยาที่อยู่ 2 ฝากจึงเข้ารุม ตะลุมบอนจนแตกกระเจิงช้างพระที่นั่งของสมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเจ้าเอกาทศรถก็ยิ่งไล่ตามข้าศึกไปอย่างรวดเร็วจนกองทัพฝ่ายอยุธยาตามพระองค์ไปไม่ทันเป็นผลให้การไล่ตามครั้งนี้ไปอยู่ท่ามกลางกองทัพฝ่ายพม่านับแสนนายโดยมีช้างศึกของแม่ทัพพม่า 16 เชือกยืนเรียงรายกันอยู่ ด้วยพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ได้มองเห็นพระมหาอุปราชประทับช้างอยู่ใต้ร่มไม้จึงเปล่งวาจาเสียงดังไปว่า “เจ้าพี่ จะประทับช้างใต้ร่มไม้อยู่ทำไมเชิญมาทำยุทธหัตถี เพื่อเป็นเกียรติยศเถิด” เมื่อพระมหาอุปราชได้ยินดังนั้น ก็ต้องรับคำท้าเพราะถ้าไม่รับคำท้าเกรงว่าจะคุมทหารของพระองค์ไม่ได้ การทำยุทธหัตถีได้เริ่มขึ้นโดยพระมหาอุปราชได้จังหวะฟันพระแสงของ้าวลงมาก่อนแต่สมเด็จพระนเรศวรได้เบี่ยงหลบพระองค์ได้ทันสมเด็จพระนเรศวรได้อาศัยจังหวะสองที่พระมหาอุปราชได้เสียจังหวะโดยฟันพระแสงของ้าวลงบ่าขวาจนถึงกลางลำตัวของพระมหาอุปราช สิ้นพระชนม์ทันที… Read More »

แนะนำหนังสือ “ถอดรหัสลับ สมองเงินล้าน” ของ ที ฮาร์ฟ เอเคอร์

บทความนี้ขอมาแนว จิตวิทยาความสำเร็จ โดยผมจะเริ่มทยอยเขียนเรื่องราวความสำเร็จของบุคคลที่มีชื่อเสียง รวมถึงบทความสร้างแรงบันดาลใจต่างๆ ไว้ใน Category : Success Story ชื่อหนังสือ “ถอดรหัสลับ สมองเงินล้าน” ผมเคยเห็นเล่มนี้มานานมาก ในร้านหนังสือทั่วไป… แต่ด้วยที่ชื่อหนังสือ เหมือนจะเป็นโฆษณาชวนเชื่อไปสักนิด ในใจก็คิดอคติไปบ้าง (โม้ไปหรือเปล่า) ก็เลยไม่ได้สนใจที่หยิบขึ้นมาลองอ่าน ประกอบกับหนังสือประเภท How to success ก็มีวางเกลื่อนตลาดเต็มไปหมด ยิ่งทำให้ไม่สนใจจะหยิบมากขึ้นไปอีก แม้ตัวผู้เขียนผมก็ไม่รู้ว่าคือใคร… จนมาระยะหลัง ผมได้ยินชื่อของ T. Harv Eker ซึ่งเขามีชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องการเป็นนักเขียน นักสร้างแรงบันดาลใจ และผู้ที่ประสบความสำเร็จในทางธุรกิจและครอบครัว ด้วยเหตุดังกล่าว ผมจึงได้ค้นหาว่าเขาได้เขียนหนังสืออะไรไว้หรือไม่ และพบว่า เขาได้เขียนหนังสือที่มีชื่อเสียงโด่งดัง สามารถเปลี่ยนชีวิตคนล้มเหลวให้กลับมามีชีวิตที่ประสบความสำเร็จได้อย่างน่าทึ่ง หนังสือเล่มดังกล่าวก็คือ Secret of the Millionaire Mind หรือ ชื่อแปลเป็นภาษาไทยก็คือ “ถอดรหัสลับ สมองเงินล้าน” และ หนังสือเล่มนี้ ก็เป็นเล่มที่ผมเห็นผ่านตามานานแล้ว แต่ไม่คิดจะหยิบขึ้นมาอ่านเลย…และยิ่งไปกว่านั้น หนังสือเล่มนี้ติดอันดับขายดีในประเทศไทยมายาวนานแล้วด้วยซ้ำ ไม่ได้ขายดีในเฉพาะเมืองไทย แต่เป็นหนังสือที่ขายดีถล่มทลายมาแล้วทั่วโลก ในใจก็คิดเลยว่า เราพลาดอะไรไปตั้งนานแล้วเนี้ย… ผู้ที่แนะนำหนังสือเล่มนี้ และเขาได้กล่าวไว้ว่า หนังสือเล่มนี้ได้เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล ก็คือ คุณบอย วิสูตร ลองเข้าไปดูเพจของคุณบอยที่นี่ครับ ==> www.facebook.com/thisisboysthought  ลองกดไลค์ติดตามงานของคุณบอยได้ เพราะคุณบอย ก็เคยมีชีวิตที่เจอมรสุมมาก่อน จนปัจจุบันเขาสามารถที่จะผันตัวเองมาทำงานไม่ประจำ ได้อยู่กับครอบครัว… Read More »

10 อันดับวัดที่ใหญ่ที่สุดในโลก (วัดในพระพุทธศาสนา)

https://youtu.be/yHQQ3SJkJRY 10 อันดับวัดที่ใหญ่ที่สุดในโลก (วัดในพระพุทธศาสนา) 10 อันดับวัดที่ใหญ่ที่สุดในโลก  วันนี้ผมได้ค้นหาข้อมูลถึงความใหญ่โตของวัดในศาสนาพุทธ ที่ติดอันดับโลกเพราะอยากจะรู้ว่าในประเทศไทยจะติดอันดับกับเขาด้วยหรือเปล่า และก็ได้รู้ว่าวัดในประเทศไทยติดท็อป 10 กับเขาด้วย พุทธศาสนาเป็นศาสนาประเภทอเทวนิยม หรือศาสนาที่ไม่มีพระผู้เป็นเจ้า แต่หลักคำสอนได้สอนให้แสวงหาการหลุดพ้น ไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก ศาสนาพุทธเป็นศาสนาหนึ่งที่ได้รับกับนับถือจากผู้คนเป็นจำนวนมาก รองจากศาสนาคริสต์, อิสลาม และฮินดู และปัจจุบันก็ได้เจริญมากในประเทศแถบภูมิภาคเอเชีย เราจึงมักได้พบกับสถาปัตยกรรมอันสวยงามและยิ่งใหญ่ของวัดวาอารามมากมายในภูมิภาคเอเชียนี้ จากข้อมูลทั่วโลกจะมีวัดในศาสนาพุทธโดยประมาณ 500 ล้านวัดขึ้นไป ข้อมูลเกี่ยวกับวัดในศาสนาพุทธที่มีความยิ่งใหญ่และขนาดใหญ่ที่สุดในโลก 10 อันดับในปัจจุบัน ซึ่งถูกบันทึกในกินเนสบุ๊ค เวิลด์ เรคคอร์ด มาดูกันว่าวัดในประเทศไทยจะติดอันดับความใหญ่โตระดับโลกกันบ้างมั้ย ดังนี้เลยครับ อันดับที่ 10 วัดแฮอินซา (Haeinsa Temple) ประเทศเกาหลีใต้ วัดแฮอินซาเป็นวัดในศาสนาพุทธ นิกายมหายาน ตั้งอยู่ในประเทศเกาหลีใต้ เป็นวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในเกาหลีใต้ อยู่ในบริเวณอุทยานแห่งชาติคายาซาน วัดแห่งนี้ได้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยชิลลาเมื่อ พ.ศ. 1346 ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าแอจังโดยพระภิกษุ 2 รูปที่เดินทางกลับมาจากจีน วัดแห่งนี้ได้ถูกไฟไหม้ในปี พ.ศ. 2360 และได้รับการบูรณะใหม่ ในปี พ.ศ. 2361 ความสำคัญของวัดนี้คือ มีพระไตรปิฎก ฉบับเกาหลีที่ถูกเก็บรักษาไว้ที่นี่ พระไตรปิฎกฉบับนี้ถูกแกะสลักไว้บนแม่พิมพ์ไม้ 81,350 ชิ้น ซึ่งแผ่นไม้ทั้งหมดถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1794 เพื่อเป็นการบูชาพระพุทธเจ้าให้คุ้มครองประชาชนในช่วงสงครามกับมองโกเลียที่ได้เข้ามารุกราน ในปี พ.ศ. 2538 องค์การยูเนสโก… Read More »

สะเดาะเคราะห์ ได้ผลจริงหรือไม่ ?

สะเดาะเคราะห์ ได้ผลจริงหรือ ? วันนี้ผมจะขอมาในแนวพระพุทธศานาบ้างนะครับ เมื่อกล่าวถึงคำว่า “สะเดาะเคราะห์” คงเป็นคำคุ้นหูกับคนไทยหลายๆคน และมักได้พบเจอพิธีกรรมมากมายในสังคมไทย ที่จัดขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว ถ้าเราเชื่อเรื่องผลของกรรม หรือ กฏแห่งกรรม สุดท้ายแล้วเมื่อเราทำสิ่งใดไว้ย่อมได้รับผลแห่งการกระทำนั้น ถ้าจะถามว่ามีใครเคยหนีกรรมของตนเองพ้นหรือไม่  ผมก็จะขอยกเอาเรื่องราวของพระโมคคัลลานะ ที่ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าให้เป็นเอตทัคคะในด้านผู้มีฤทธิ์มาก คำว่าเอตทัคคะ หมายถึงผู้เป็นเลิศเหนือกว่าภิกษุอื่นใด เพราะฉะนั้นแล้วพระโมคคัลลานะจึงเป็นผู้ที่มีความเป็นเลิศในด้านผู้มีฤทธิ์เหนือกว่าภิกษุใดๆ และเป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย คู่กับอัครสาวกเบื้องขวาคู่กับพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ มีเศษกรรมที่หลงเหลือจากผลกรรมไม่ดีในอดีตชาติ แม้ท่านจะบรรลุธรรมถึงระดับพระอรหันต์แล้ว และแม้จะเป็นผู้ที่มีฤทธิ์แต่ท่านก็ไม่สามารถหลีกหนีผลกรรมได้ ผลกรรมของพระโมคคัลลานะเป็นเช่นไรผมจะขอกล่าวคร่าวๆดังนี้ ณ พระนครราชคฤห์ และพระโมคคัลลานะได้พำนักอยู่ ณ ตำบลกาฬศิลา ขณะท่านได้พักอยู่ในกุฏิ ได้มีโจนป่าจำนวนมาก ได้ล้อมเข้ามาเพื่อหมายทำร้ายท่าน โจรป่าดังกล่าวได้รับจ้างจากพวกเดียรถีย์ แต่ก็ไม่สามารถจะทำร้ายท่านได้เนื่องจากเพราะท่านเป็นผู้มีฤทธิ์จึงสมารถหนีรอดมาได้ทุกครั้ง ตลอดระยะเวลา 2 เดือน พวกโจรป่าก็ยังตามมาลอบทำร้ายอยู่อย่างไม่ลดละ จนเข้าถึงเดือนที่ 3 ท่านจึงได้รู้สึกแปลกใจว่าทำไมพวกโจรเหล่านี้ถึงตามมาทำร้ายโดยไม่หยุดหย่อน หลังจากนั้นพระโมคคัลลานะ จึงพิจารณาและทราบเรื่องราวถึงผลกรรมที่ตนเองได้กระทำไว้ก่อนที่จะมาเป็นพระอัครสาวกในปัจจุบัน เนื่องจากในอดีตชาติ ท่านได้เกิดเป็นบุตรของเศรษฐีคู่หนึ่ง และท่านก็มีความรักและกตัญญูต่อพ่อแม่เป็นอย่างดี มีความขยันขันแข็ง จนโตเป็นหนุ่ม พ่อแม่ได้เห็นว่าท่านควรจะมีครอบครัวเป็นฝั่งเป็นฝาตามธรรมเนียมปฏิบัติกันมา แต่ท่านก็ได้ปฏิเสธไปโดยตลอดเพราะต้องการจะอยู่ดูแลพ่อแม่จนแก่เฒ่าและตลอดไป แต่เนื่องด้วยพ่อแม่คะยั้นคะยอ ให้ท่านมีภรรยาให้ได้และได้จัดหาผู้หญิงมาให้เป็นภรรยา จนท่านไม่สามารถปฏิเสธได้จึงยอมแต่งงานกับหญิงคนนั้น การดำเนินชีวิตก็ได้ดำเนินเป็นไปตามปกติ แต่ช่วงหลังๆหญิงคนนั้นได้รู้สึกรังเกียจพ่อแม่ของฝ่ายสามี เพราะต้องคอยดูแลและเป็นแม่บ้านที่ดี  ภรรยาจึงมักออกอุบายมารยา เพื่อให้สามีรังเกียจพ่อแม่ของตนเอง เพื่อจะได้ขับไล่ออกไป แต่สามีก็ไม่เชื่อในคำใส่ร้ายของหญิงนั้น แม้จะใส่ความไปนานแค่ไหนก็ไม่เป็นผลใดๆ ทำให้นางได้คิดแผนไม่ดี โดยการทำบ้านให้รก ข้าวของกระจัดกระจาย ทุกวันจนสามีกลับมาเห็น และก็ได้แกล้งทำเป็นเก็บข้าวของและทำความสะอาดดังเดิมเป็นเวลานานหลายวัน จนสามีนึกแปลกใจจึงกล่าวกับภรรยาว่า เพราะอะไรจึงต้องทำข้าวของกระจัดกระจายเช่นนี้ เนื่องด้วยการวางแผนร้ายของนาง… Read More »

วันวิสาขบูชา ปี 2557 ระลึกถึงคุณพระพุทธองค์

วันวิสาขบูชา ปี 2557 ระลึกถึงคุณพระพุทธองค์ ใกล้เข้ามาแล้วกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสากลของโลก นั่นก็คือวันวิสาขบูชา ในปี พ.ศ. 2557 ตรงกับวันอังคารที่ 13 พฤษภาคม ชาวไทยคงคุ้นเคยถึงวันสำคัญนี้กันอยู่แล้ว นั่นก็คือเป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของพระพุทธองค์ และประเทศไทยก็จัดให้เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพื่อให้คนไทยได้เข้าร่วมกิจกรรมที่หน่วยงานต่างๆ ได้จัดขึ้นเพื่อเป็นการระลึกถึงคุณของพระพุทธองค์ ความอัศจรรย์ของวันนี้คือ เหตุการณ์สำคัญของพระพุทธองค์นั้นเกิดขึ้นตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 คำว่า วิสาขบูชา ย่อมาจากคำว่า “วิสาขปุรณมีบูชา” แปลว่า การบูชาพระในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ นั่นก็คือเดือน 6 อันเป็นเดือนที่สองตามปฏิทินของอินเดีย ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย และมักตรงกับเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายนตามปฏิทินจันทรคติของไทย โดยในประเทศไทย ถ้าปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 7 แต่ประเทศอื่นที่นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาท และไม่ได้ถือคติตามปฏิทินจันทรคติไทย จะจัดพิธีวิสาขบูชาในวันเพ็ญเดือน 6 แม้ในปีนั้นจะมีเดือน 8 สองหนตามปฏิทินจันทรคติไทยก็ตาม ส่วนในกลุ่มชาวพุทธมหายานบางนิกายที่นับถือว่า เหตุการณ์ทั้ง 3 นั้นเกิดในวันต่างกันไป จะมีการจัดพิธีวิสาขบูชาต่างวันกันตามความเชื่อในนิกายของตน ซึ่งไม่ตรงกับวันวิสาขบูชาตามปฏิทินของชาวพุทธเถรวาท วันวิสาขบูชา ถือได้ว่าเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสากล เพราะชาวพุทธทุกนิกายจะพร้อมใจกันจัดพิธีพุทธบูชาในวันนี้พร้อมกันทั่วทั้งโลก ซึ่งแตกต่างจากวันมาฆบูชา และวันอาสาฬหบูชา ที่เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่นิยมนับถือกันเฉพาะในประเทศไทย, ลาว, และกัมพูชา เท่านั้น และด้วยเหตุผลนี้ ที่ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติจึงยกย่องให้วันวิสาขบูชาเป็น “วันสำคัญสากล” (International Day) ตามข้อมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่… Read More »

ตำนานพระพุทธบาทหินลาด วัดพระพุทธบาทหินลาด (วัดโคกหินลาด) ขอนแก่น

เรื่องรอยพระพุทธบาทที่ปรากฏขึ้นนั้นมีที่มาเป็นเช่นไรนั้น ไม่มีใครทราบได้อย่างแน่ชัด แต่ผมก็ได้พยายามหาข้อมูลตำนานเรื่องรอยพระพุทธบาทหินลาด วัดโคกหินลาด ได้ดังนี้ ตำนานรอยพระพุทธบาทหินลาด วัดโคกหินลาด ตามตำนานพระเจ้าเลียบโลก ตำนานพระเจ้าห้าร้อยชาติ ตำนานอีสาน ได้กล่าวไว้ว่า อันรอยพระพุทธบาทของพระพุทธองค์นั้น เมื่อพระพุทธองค์ทรงเหยียบลงที่ใดก็ตาม แม้จะโรยด้วยแป้งฝุ่นขาวก็จะไม่เกิดรอยให้ปรากฏเห็น แต่แม้ถ้าพระพุทธองค์ประสงค์ให้ปรากฏรอย แม้จะเป็นหินผาหรือแผ่นเหล็กก็จะปรากฏรอยตามพระประสงค์ หากมีรอยพระพุทธบาทปรากฏในสถานที่ใดแสดงว่าสถานที่นั้นมีความสำคัญทางพระพุทธศาสนา หรือเพื่อให้เป็นที่ระลึกถึงคุณและสักการะบูชา เพื่อบรรเทาทุกข์ในสถานที่นั้นๆ เมื่อครั้งที่พระพุทธองค์เสด็จมาประทับที่แคว้นโกศลราช ซึ่งในปัจจุบันคือ บริเวณอำเภอโกสุมพิสัย อำเภอกันทรวิชัย ตำบลคันธารราษฎร์ จังหวัดมหาสารคาม และอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น  ครั้งนั้นบริเวณแคว้นโกศลราช ได้เกิดฝนแล้งและข้าวยากหมากแพงมาแสนนาน พระพุทธองค์จึงทรงแสดงปาฏิหาริย์ แสดงอริยาบถขอฝนทรงผ้าอาบ ทำให้ฝนตกพืชพันธุ์ธัญญาหารสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และพระพุทธองค์จึงได้ทรงอธิษฐานเหยียบรอยพระบาทเพื่อไว้ให้สักการะบูชาที่บริเวณหินลาด บ้านหนองตับเต่า ตำบลป่าปอ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น การเดินทางไปนมัสการพระพุทธบาทหินลาดอ่านได้ที่นี่ครับ ==>> นมัสการรอยพระพุทธบาท วัดโคกหินลาด

ขอขมากรรมพ่อแม่ เพื่อเป็นสิริมงคลต่อชีวิต

ขอขมากรรมพ่อแม่ เพื่อเป็นสิริมงคลต่อชีวิต วันนี้ผมก็ขอแชร์บทความดีๆ ที่หลายๆคนอาจจะยังไม่เคยทำเลยในตลอดชีวิต… ก็คือการขอขมากรรมพ่อแม่ ซึ่งเราสามารถที่จะทำได้ทุกโอกาส ไม่ว่าจะเป็นวันครอบครัว 14 เมษายน วันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม หรือวันไหนๆก็ตามที่เราสะดวก หลายๆคนคงเคยได้ยินและรับทราบผ่านหูผ่านตามาบ้างเกี่ยวกับพ่อแม่ซึ่งเป็นพระอรหันต์ของลูก การจะทดแทนบุญคุณบิดามารดาได้นั้นก็แสนยากยิ่งนัก ผมก็เลยจะขอยกพระสูตรบทหนึ่งมากล่าวถึงเกี่ยวกับการทดแทนบุญคุณบิดามารดาดังนี้   ในกาลนั้น พระตถาคตเจ้าได้เปล่งพระสุรเสียงอันไพเราะ 8 ประการ ตรัสแด่ปวงชนทั้งหลายว่า…. “เธอทั้งหลายพึงสำเหนียก เราจักแสดงแก่เธอ….. หากมีบุรุษ หาบบิดาด้วยไหล่ซ้าย หาบมารดาด้วยไหล่ขวา … แบกหามหาบนั้นจนผิวหนังแตกทะลุถึงกระดูก … จากกระดูกถึงไขกระดูก … หาบวนรอบเขาพระสุเมรุเป็นเวลาผ่านไปนับ แสนกัป … โลหิตไหลท่วม ข้อเท้า … ก็มิอาจตอบแทนพระคุณอันล้ำลึกยิ่งใหญ่ของบิดามารดาได้ …   หากบุรุษ ปรารถนาให้บิดามารดาพ้นจากทุพภิกขภัย … แล่เนื้อตนเอง และบดให้ละเอียด ให้บิดามารดาเป็นอาหาร … แม้จักกระทำถึง แสนกัป … ก็มิอาจตอบแทนพระคุณอันล้ำลึกยิ่งใหญ่ของบิดามารดาได้ … หากมีบุรุษ เพื่อตอบแทนพระคุณบิดามารดา … ใช้มีดคว้านควักดวงตาของตน ออกมาถวายบูชาแด่พระตถาคต … แม้จะกระทำนับ แสนกัป … ก็มิอาจตอบแทนพระคุณอันล้ำลึกยิ่งใหญ่ของบิดามารดาได้… หากมีบุรุษ เพื่อตอบแทนพระคุณบิดามารดา … ใช้มีดอันคมควักหัวใจของตน โลหิตไหลทั่วพื้นปฐพี … มิหวั่นต่อความเจ็บปวด… Read More »

ตำนานประวัติหลวงพ่อพุทธโสธร

ประวัติเกี่ยวกับหลวงพ่อโสธรมีเรื่องราวที่เล่าขานกันมานาน เริ่มตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย มีพระพุทธรูปลอยน้ำมา 3 องค์ที่แม่น้ำบางปะกง พอมาถึงบริเวณสถานที่แห่งหนึ่ง มีชาวบ้านเห็นพระพุทธรูปลอยน้ำมา จึงช่วยกันอัญเชิญขึ้นมาบนฝั่ง ด้วยการเอาเรือออกไปอัญเชิญช่วยกันยกขึ้นเรือ แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะยกเอาขึ้นมาไม่ไหว จึงเปลี่ยนวิธีการเป็นเอาเชือกเส้นใหญ่ ไปคล้ององค์พระทั้ง 3 องค์อย่างแน่นหนา แล้วช่วยกันชักลากขึ้นมาบนฝั่ง ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจของชาวบ้านในสมัยนั้นเป็นอย่างมาก เพราะทำอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ชาวบ้านพยายามลองอยู่หลายครั้งหลายวิธีก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งเชือกขาดรั้งเอาไว้ไม่อยู่ ประกอบกับ กระแสน้ำเกิดปาฏิหาริย์ปั่นป่วนขึ้นมาเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ทำให้พระพุทธรูปทั้ง3องค์จมหายไป ท่ามกลาง ความเสียดายของผู้คนซึ่งเห็นเหตุการณ์อย่างชัดเจน ต่างพากันยกมือไหว้ท่วมศีรษะ บางคนก็พูดว่าไม่มีบุญเพียงพอ ที่จะอัญเชิญพระพุทธรูปทั้ง3องค์ขึ้นมาได้ ทำให้ผู้คนในสมัยนั้นโจษขานกันต่างๆนานา บ้างก็ว่า เทวดาฟ้าดินไม่โปรด หลวงพ่อก็ไม่ยอมประดิษฐานอยู่บนฝั่ง เรื่องราวโจษขานกันไปมากมายนี้ ทำให้ชาวบ้านพากันเรียกสถานที่ ที่พระพุทธรูปทั้ง3 องค์ มาสำแดงปาฏิหาริย์ลอยวนทวนน้ำไปมาว่า “สามพระทวน”เรียกกันเรื่อยไปนานเข้าก็เพี้ยนกลายเป็น “สัมปทวน” กันไปในที่สุด ตามตำนานเล่าว่าพระพุทธรูปทั้ง3องค์ที่ลอยมาในแม่น้ำบางปะกงนั้น องค์หนึ่งลอยไปทางบางพลี ไปผุดขึ้นที่คลองวัดบางพลี ชาวบ้านอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานเอาไว้ที่วัดบางพลีได้โดยง่าย ซึ่งอาจจะเป็นเพราะพระพุทธรูปองค์นี้ ท่านต้องการจะประดิษฐานอยู่ ณ ที่ตรงนั้นก็เป็นได้ ปัจจุบันคือ หลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน สมุทรปราการ อีกองค์หนึ่งลอยไปที่บริเวณบ้านแหลมสมุทรสงคราม ชาวบ้านตีอวนได้องค์พระขึ้นมา แล้วอัญเชิญไปประดิษฐาน ที่วัดบ้านแหลม หรือในปัจจุบันคือวัดเพชรสมุทรวรวิหาร หรือที่รู้จักกันดีคือ หลวงพ่อวัดบ้านแหลม สมุทรสงคราม และอีกองค์หนึ่งผุดขึ้นมาที่แม่น้ำบางปะกง ที่หน้าวัดเสาธงทอนหรือ “วัดโสธรในปัจจุบัน” อัญเชิญขึ้นจากน้ำ ความพยายามของชาวบ้านที่ช่วยกันอัญเชิญพระพุทธรูปที่ลอยมาที่หน้าวัดเสาธงทอน (หรือวัดโสธรปัจจุบัน) พยายามฉุดลากขึ้นมาด้วยเชือก แต่ก็ไม่สำเร็จไม่อาจจะอัญเชิญขึ้นมาบนบกได้ มีผู้เสนอให้ไปเชิญอาจารย์ผู้ที่มีความรู้ทางด้านเวทมนต์คาถา เพื่อทำพิธีอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ ขึ้นมาจากกระแสน้ำให้ได้… Read More »

การเดินทางไป เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี

การเดินทางไป เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี มีความสะดวกมาก ใครจะเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวก็จะมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น และสามารถแวะท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆในเมืองจันทบุรีได้มากยิ่งขึ้น  จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 (Motorway)  ผ่านอำเภอบ้านบึง มุ่งสู่อำเภอแกลง เมื่อพบกับสามแยก อำเภอแกลงให้เลี้ยวซ้าย ใช้ทางหลวงหมายเลข 3 จนถึง จันทบุรี รวมระยะทางประมาณ 230 กิโลเมตร ก่อนเข้าเมืองจะถึงสี่แยกเขาไร่ยา  ถ้าเลี้ยวขวาจะเข้าสู่ตัวอำเภอเมือง จันทบุรี  ตรงไปจะไปจังหวัดตราด เลี้ยวซ้ายจะไปเขาคิชฌกูฏ ซึ่งมีระยะทางอีกประมาณ 17 กิโลเมตรเท่านั้น  จุดนี้มีป้ายชัดเจนไม่ต้องกลัวหลงทาง และที่สำคัญช่วงเทศกาลจะมีป้ายทางไปเขาคิชฌกูฏตลอดเส้นทาง ขอแนะนำเลยนะครับว่า การขึ้นเขาคิชฌกูฏ ให้ใช้บริการรถกระบะขึ้นเขาจะดีที่สุด เพราะระยะทางไกลมาก ถ้าไม่ฟิตหรือมีเวลามากพอ ผมบอกเลยว่าลำบากสุดๆ บริเวณแยกเขาไร่ยา จะมีป้ายบอกทางชัดเจน ส่วนท่านที่เดินทางมาเหนื่อยๆ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกินนะครับ เพราะมีร้านค้าก่อนขึ้นสู่เขาคิชฌกูฏมากมายให้เติมพลังก่อนการเดินทาง ภาพบรรยากาศร้านค้ามากมายก่อนการขึ้นเขาคิชฌกูฏ ก่อนการขึ้นเขาคิชฌกูฏ ก็อย่าลืมแวะซื้อพลอยเพื่อทำการบูชารอยพระพุทธบาทหลวงกันนะครับ ราคาก็อยู่ที่ 3 ซอง 20 บาท และสิ่งที่นิยมใช้บูชาก็คือดอกดาวเรือง และธูปเทียน เส้นทางสู่ยอดเขาจะมีนักท่องเที่ยวและแสวงบุญ โปรยดอกดาวเรืองตลอดเส้นทาง ดูเหลืองอร่ามสวยงามดีครับยังไงก็เตรียมขึ้นไปด้วยนะครับ มีจำหน่ายทั่วไปเลยครับไม่ต้องกลัวขาดแคลน คำอธิษฐานบูชาและคำแนะนำการบูชา ซึ่งจะได้รับจากร้านค้าที่จำหน่ายเครื่องบูชาดอกดาวเรืองและธูปเทียน การขึ้นนมัสการรอยพระพุทธบาทหลวง จะต้องขึ้นเขาที่มีความสูงมาก จึงมีรถกระบะคอยให้บริการอยู่ 2 ระยะ ค่าบริการจะอยู่ที่ระยะละ 50 บาท รวมค่าบริการทั้งขึ้นและลง จะตกอยู่ที่ราคา 200 บาทต่อท่าน… Read More »